วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สถานีต่อไป iPhone 2018 !! การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ของ iPhone ?
     สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้มีข่าวดีๆมาให้วิเคาระห์กันครับ ที่ผ่านมาอุปกรณ์มือถือ ถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคน ต้องมีติดตัวไว้ตลอด เราใช้งานมันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร เล่นเกมส์ฟังเพลง ฯลฯ อีกหลายๆอย่าง แต่วันนี้ เราจะมานำเสนอข่าวของ iPhone 2018 ซึ่งไม่ใช่ชื่อของมันนะครับ แต่จะมาบอกเล่ารายละเอียดที่เราหามา ให้ได้อ่านกันครับ ไปเริ่มกันเลยดีกว่า


     ก่อนหน้านี้ ทาง Apple ได้ปล่อย อุปกรณ์ใหม่ล่าสุดไป นั่นคือ iPhone X ที่ ผลตอบรับในบ้านเราดีมาก และที่อื่นๆก็เช่นกัน เพราะมี ลูกเล่นใหม่ที่ทุกคนสนใจมัน นั่นก็คือ การสแกนใบหน้า ซึ่ง ในส่วนนี้นี่แหละทำให้มันมีจุดขายของตัวมันเอง

     แต่ใน iPhone 2018 นี้ (ไม่ใช่ชื่อนะครับ) อุปกรณ์รูปทรงทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่น่าสนใจและเป็นประเด็นคือ บริษัท อาจจะกลับไปใช้ รูปทรงและรูปร่าง เหมือน iPhone 7 มากกว่าที่จะทำให้คล้าย iPhone X หรือ iPhone 8 (ข่าวส่วนนี้มีนักวิเคาระห์ มาอีกทีนะครับ แต่ไม่ใช่ข่าวของทาง Apple เอง)


     Apple อาจจะปล่อย New iPhone ใหม่สามรุ่นในปีหน้า ได้แก่ iPhone LCD 6.1 นิ้ว รุ่น OLED 5.8นิ้ว และOLD ขนาด 6.3 นิ้ว ซึ่งรูปทรงที่เป็นไปได้ของทั้งสามรุ่น จะมีการกลับไปใช้โลหะ แทนการใช้กระจกนั่นเอง
(เหตุผลคงเพราะว่าค่าเปลี่ยนมันแพงหรือไม่อันนี้ต้องวิเคาระห์กันอีกที)

     ซึ่งที่เราบอกว่า เหมือน iPhone 7 นั่นก็เพราะ iPhone X จะมีขนาดที่เล็ก จนเกือบเท่า iPhone 5 บางคนชอบที่เครื่องมันใหญ่มากกว่า แต่การที่ iPhone X ออกมาเครื่องเล็ก มันทำให้ดูโดดเด่นน้อยลงไปมาก ถ้าไม่หยิบขึ้นมาใช้จะไม่รู้เลยว่านั่นคือ iPhone X ที่ผ่านๆ นับตั้งแต่ iPhone 6sPlus ขึ้นมา Apple เน้นให้อุปกรณ์ หน้าจอ มีขนาดใหญ่ และรูปทรงรูปร่าง โดดเด่น (เหลือจอตรงกลางมีปุ่ม Home กลมๆ ข้างล่างจอ) ทำให้มองแล้วรู้เลยว่านั่นคือ iPhone แต่ เทียบกันกับ iPhone X เครื่องเล็ก ปุ่มก็หายไป ถ้าไม่หยิบใช้ เอามาสแกนใบหน้า เราคงไม่รู้เลยใช่ไหมหละว่ามันคือ iPhone X ถ้าวางเครื่องไว้เฉยๆ

     ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงให้ด้านหลังของตัวเครื่อง iPhone X และ iPhone 8 นั้น ก็เพื่อสนับสนุนลูกเล่นใหม่อย่าง ระบบชาร์จไร้สาย แต่ ในกรณี ถ้าหาก Apple กลับไปใช้เป็นโลหะเหมือนเดิมนั้น จะทำให้การชาร์จแบบไร้สาย มีปัญหาก็เป็นไปได้

     ในทางกลับกันถ้าหากใช้ โลหะเป็นฝาหลัง ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ ความทนทาน ที่ลดลงมากเมื่อมาใช้กระจก มันทั้งแตกง่ายและค่าเปลี่ยนก็แพงแสนแพง

    คนส่วนมาก ซื้อ iPhone เพราะ อะไร เพราะระบบชาร์จไร้สายเหรอ ? หรือเพราะมันเป็น iPhone ?
 แต่ถ้าหากมัน เป็นโลหะ ราคามันจะต้องถูกลง แต่ทุกอย่างเหมือน iPhone ที่เราเคยใช้ หละ? เหตุผลข้อไหนที่ คุณ ซื้อ iPhone ช่วยแชร์กับเราด้วยนะ

Cr: cnet
ผู้เขียน : Poseidon

     

วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

iPhone X สมาร์ทโฟนที่ร้อนแรงช่วงสิ้นปีนี้
กระแสที่ฮ๊อตฮิตช่วงนี้ก็คงหนีไม่พ้น iPhone X ซึ่งกระแสตอบรับก็มาแรงพอสมควร และทาง apple ได้ดีไซน์สมาร์ทโฟน เรือธง ตัวใหม่ของค่ายนั้น เรียบง่าย หรูหรา 

วันนี้เราจะมาชมสเปคของ iPhone X เรือธงจากค่าย apple ที่หลายๆคนมองว่า คุ้มไหมกับราคาที่สูงพอสมควร

เรามาเริ่มกันเลยจ้าาาา iPhone X มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว จอภาพแบบ Super Retina HD และ จอภาพ Multi-Touch แบบ OLED ทั้งหน้าจอ จอภาพ HDR มาพร้อมความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซลที่ 458 ppi อัตราส่วนคอนทราสต์ 1000000:1 การแสดงผลแบบ True Tone 

ชิพประมวลผล A11 Bionic พร้อมสถาปัตยกรรม 64 bit ระบบการคิดแบบนิวรอล โปรเชสเซอร์ร่วม M11 สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหวในตัว มากับระะแสกนใบหน้า ซ่งจะเปิดใช้งานด้วยกล้อง TrueDepth เพื่อการรู้จำใบหน้านั่นเอง หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB และ 256GB



กล้องหลังทั้ง 2 ตัวมาพร้อมกับความละเอียด 12 MP กล้องตัวที่ 1 ขนาดรูรับแสงอยู่ที่ f/1.8 ส่วนตัวที่ 2 ขนาดรูรับแสงอยู่ที่ f/2.4 ซูมออปติคอลและซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวอัตโนมัติ มีโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง และโหมดตั้งเวลาถ่ายภาพ ซึ่งการถ่ายภาพในแต่ละโหมดจะมีการแนบข้อมูลพิกัดตำแหน่งในภาพถ่ายด้วยน่ะจ๊ะ ส่วนกล้องหน้านั้น มาพร้อมกับความละเอียด 7 MP ซึ่งรูรับแสงอยู่ที่ f/2.2 

ฟีเจอร์อื่น ๆ กันน้ำ เรติน่าแฟลช เมื่อเราถ่ายภาพในกล้องหน้านั้น ระบบเรตินาแฟลชยังช่วยให้เราเซลฟี่ในสภาพแสงมืดได้ดีขึ้นอีกด้วย คือหน้าจอจะใช้เวลาชาร์จหน้าจอเพียงแป๊บเดียว หน้าจอก็จะสว่างขึ้นเป็นแฟลช แล้วก็ถ่ายภาพเราให้อย่างงาม ทำให้แม้ว่าจะเป็นที่แสงน้อยก็ไม่ต้องหวั่นเรื่องหน้ามืด



สุดท้ายเรามีดูฟีเจอร์คร่าวๆใน iPhone X กันดีกว่าค่ะ

- ระบบแสกนใบหน้า หรือ Face ID ซึ่งนำมาแทน Touch ID
- Animoji ซึ่งทำให้ Emoji มีชีวิตชีวามากขึ้น
- ระบบถ่ายภาพ Portrait Mode ของกล้องหน้า
- Design เรียบหรูและดูมีราคามาก
- กล้องเทพ และติดอันดับหนึ่งในกล้องสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด
- สแตนเลสสตีลอาจเกิดรอยได้เมื่อใช้งานแบบไม่ระมัดระวัง
- ไม่มีปุ่ม Home 
- กันฝุ่นและน้ำ



สรุปสเปค iPhone X 

- ตัวเครื่องมีขนาด 143.6x70.9x7.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 174 กรัม
- หน้าจอแสดงผลแบบ OLED Super Retina HD แบบไร้ขอบ ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436x1125 พิกเซล ความหนาแน่นของเม็ดพิกเซล 458 ppi
- ชิปเซ็ตประมวลผล 64-bit Hexa-Core Apple A11
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB และ 256GB
- กล้องด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, ใช้งานเลนส์ Wide และ Telephoto, ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.8 และ F/2.4, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบคู่ (Dual-OIS),ไฟแฟลชแบบ Quad-LED, Optical Zoom, ถ่ายวิดีโอ Slow Motion ได้ในความละเอียดสูงสุดที่ 1080p 240fps
- กล้องด้านหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล, ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.2 และบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD
- ฟีเจอร์กันน้ำ IP67
- ฟีเจอร์จดจำใบหน้า (Facial Recognition)



ซึ่งราคาที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น iPhone X 64 GB ราคาอยู่ที่ 41,000 บาท และ iPhone X 256 GB ราคาอยู่ที่ 47,000 บาท


ขอบคุณของมูลและรูปภาพจาก : Apple


สำหรับบทความนี้พอแค่นี้ก่อนนะค่ะ ไว้พบกันใหม่ในบทความหน้าน่ะค่ะ บั๊ยบายค่ะ



ThaiPaymall.com









วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

Apple Watch Series 3 นาฬิกาที่สุดล้ำ จากค่าย Apple


     Apple Watch Series 3

     Apple ได้เปิดตัว Apple Watch Series 3 ที่เพิ่มระบบเซลลูลาร์ในตัวลงสู่นาฬิกาอันดับหนึ่งของโลก ไม่ว่าผู้ใช้จะออกไปวิ่ง ว่ายน้ำ หรือเพียงแค่พยายามเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน Apple Watch Series 3 ที่มีระบบเซลลูลาร์ก็จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถต่อติด โทรออก รับข้อความ และทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมายได้ แม้ไม่มี iPhone อยู่ใกล้ตัว ซึ่ง Apple Watch รุ่นที่ 3 เป็นคู่หูด้านสุขภาพและการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติการฝึกสอนอัจฉริยะ ความสามารถในการทนน้ำที่ 50 เมตร และเครื่องวัดระดับความสูงสัมพัทธ์จากความกดอากาศ เปลี่ยนโฉมวิธีการใช้งาน Apple Watch โดยมอบอิสระรูปแบบใหม่ที่ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับต่อติดกับทุกสิ่งได้ไม่ว่าจะมี iPhone ติดตัวหรือไม่ก็ตาม

 


     เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย


     Apple Watch Series 3 รุ่น (GPS + เซลลูลาร์) มาพร้อมระบบวิทยุเซลลูลาร์ LTE และ UMTS เต็มรูปแบบ โดยจะสลับไปใช้ระบบเซลลูลาร์อย่างราบรื่นเมื่ออยู่ห่างจาก iPhone ซึ่งนาฬิกาจะใช้หมายเลขเดียวกับ iPhone เพื่อช่วยให้ลูกค้าเริ่มต้นใช้งานได้ ลูกค้าจะสามารถโทรออกผ่านระบบเซลลูลาร์ได้โดยตรงด้วย Apple Watch Series 3 (GPS + เซลลูลาร์) และยังสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ไร้สายเต็มรูปแบบที่ไม่สะดุดได้เมื่อใช้ร่วมกับ AirPods 2หัวใจหลักของ Apple Watch Series 3 ก็คือ S3 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมรุ่นที่ 3 ของ Apple ที่มีโปรเซสเซอร์แบบ Dual-core ที่เร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้สามารถเปิดแอพได้เร็วขึ้นและมีกราฟิกลื่นไหลยิ่งขึ้น และยังทำให้ Siri สามารถพูดด้วยลำโพงในตัวได้เป็นครั้งแรก

 

     watchOS 4


     watchOS 4 มีแอพอัตราการเต้นของหัวใจที่ได้รับการอัพเดทใหม่ ซึ่งให้ข้อมูลที่ละเอียดขึ้นเกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจ ได้แก่ การวัดระหว่างการพัก การออกกำลังกาย การฟื้นตัว การเดิน คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมอื่นๆ ของ watchOS 4 ประกอบด้วยหน้าปัดนาฬิกา Siri ที่จะแสดงข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการมากที่สุดตลอดทั้งวัน แอพออกกำลังกายที่ได้รับการปรับปรุงด้วยอินเตอร์เฟซใหม่ การนับเซ็ตโดยอัตโนมัติสำหรับการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ Music ที่ออกแบบใหม่จะซิงค์เพลย์ลิสต์ เช่น เพลงใหม่ล่าสุด และเพลงโปรดโดยอัตโนมัติ พร้อมกับเพลงที่ผู้ใช้ฟังบ่อยที่สุด สามารถเข้าถึงทุกเพลงจาก Apple Music โดยตรงจากข้อมือ

     Apple Watch มีขนาดตัวเรือนสองขนาด ได้แก่ 38 มม. และ 42 มม. จะวางจำหน่ายในตัวเรือนอะลูมิเนียมสีทอง สีเงิน หรือสีเทาสเปซเกรย์ หรือตัวเรือนสแตนเลสสตีลสีเงินหรือสีดำสเปซแบล็ค คู่กับสายแบบต่างๆ โดยจะมีราคาเริ่มต้นที่ 11,900 บาท จำหน่ายใน apple.com/th รวมถึงตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตของ Apple และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ที่เข้าร่วมรายการ



     สามารถสั่งซื้อ Apple Watch Series 3 (GPS + เซลลูลาร์) ได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 15 กันยายน เป็นต้นไป โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 22 กันยายนในออสเตรเลีย แคนาดา จีนฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น เปอร์โตริโก สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยประเทศอื่นๆ จะตามมาในปีถัดไป

     Apple Watch Series 3 (GPS + เซลลูลาร์) ต้องใช้งานกับ iPhone 6 หรือใหม่กว่าที่ใช้ iOS 11 หรือใหม่กว่า และ Apple Watch Series 3 (GPS) ต้องใช้งานกับ iPhone 5S หรือหรือใหม่กว่าที่ใช้ iOS 11 หรือใหม่กว่า โดยสามารถดาวน์โหลด watchOS 4 และ iOS 11 ได้ ทั้งนี้คุณสมบัติบางประเภทไม่สามารถใช้ได้ในบางภูมิภาคหรือบางภาษา





ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก AppleWall Street Journal